สัญญาณเตือนว่า คุณกำลังเผชิญหน้ากับ ภาวะ Burnout Syndrome

ภาวะหมดไฟในการทำงาน

ถ้าคุณกำลังรู้สึกว่า ช่วงที่ผ่านมาทำงานหนักหน่วงเกินไป จนเริ่มขาดแรงบันดาลใจ หมดเรี่ยวแรง และคิดถึงแต่เรื่องลาออก…นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า ภาวะ Burnout Syndrome หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน กำลังแวะมาทักทายคุณเข้าให้แล้ว

ภาวะ Burnout Syndrome คือ ภาวะที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจหลายๆ คน ซึ่งเป็นผลมาจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงาน และความเครียดเหล่านั้นไม่ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ความเครียดสะสมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นภาวะหมดไฟ

ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังเผชิญกับภาวะนี้อยู่หรือไม่ มาเช็กตัวเองกันเลยค่ะ

เช็ก! สัญญาณเตือน ภาวะหมดไฟในการทำงาน

  • รู้สึกหมดไฟ ห่อเหี่ยว หมดพลัง ไม่สดชื่น
  • ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว รู้สึกเหนื่อยล้าติดต่อกันนานๆ
  • ง่วงนอน แต่นอนไม่หลับ หรือตื่นกลางดึก
  • ใจสั่น ปวดหัว ปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน
  • มองสิ่งที่ทำอยู่ในแง่ร้าย มองเห็นแต่ปัญหา
  • กลายเป็นคนขี้หงุดหงิดและบ่นเก่งขึ้น
  • ทำงานผิดพลาดบ่อย สมาธิลดลง
  • เริ่มไปทำงานสาย ขาดงานบ่อย อยากลาออก
  • แยกตัวออกจากเพื่อนฝูง
  • รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว ทำอะไรไม่สำเร็จ

ถ้าใครเช็กตัวเองแล้วมีอาการที่ว่ามานี้ อย่าปล่อยให้อาการเหล่านี้กัดกินใจเรานานๆ เลยค่ะ ถึงเวลาที่คุณต้องหันกลับมาดูแลหัวใจของตัวเองได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อคุณพบว่า ตัวเองกำลังจะหมดไฟ คือคุณไม่ควรตัดพ้อต่อว่าตัวเอง หรือโกรธเกลียดที่ตัวเองอ่อนแอ แต่คุณควรจะเปิดใจยอมรับกับสิ่งที่เป็น หมั่นให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอ และเริ่มต้นรักษาเยียวยาตัวเองอย่างจริงจัง เช่น หาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เอางานกลับไปทำที่บ้าน ฝึกเป็นคนยืนหยุ่นกับสิ่งต่างๆ ฝึกปฏิเสธคนให้เป็น หางานอดิเรกทำ รวมไปถึงปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

เทคนิคจัดการความเครียด ก่อนเกิด ภาวะ Burnout Syndrome

5 เทคนิคจัดการกับความเครียดให้อยู่หมัด ก่อนเกิดภาวะหมดไฟ

อย่ารอให้เกิดภาวะหมดไฟก่อนแล้วค่อยแก้ไขเลยค่ะ ในเมื่อวันนี้เรารู้ตัวแล้วว่า ความเครียดชอบแวะเวียนเข้ามาทำร้ายเราบ่อยๆ ก็รีบมาจัดการให้อยู่หมัดกันเลย!

1. เดินหนีออกมา

การจมอยู่กับเรื่องเครียดๆ ที่อยู่ตรงหน้า มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงทุกที ดีไม่ดีความเครียดที่สะสมเพิ่มมากขึ้นอาจพร้อมระเบิดออกมาได้ง่ายๆ พลอยทำให้คนรอบข้างรู้สึกแย่ตามไปด้วย 

ดังนั้น ลองลุกออกมาจากสถานการณ์หรือคนที่เป็นตัวการทำให้เราเครียด แล้วเดินออกไปยังที่ที่ทำให้เราสบายใจมากยิ่งขึ้น อาจเป็นสวนหย่อมหรือร้านกาแฟข้างสำนักงาน หรืออาจเป็นแค่ห้องเงียบๆ สักห้อง เท่านี้ก็ช่วยให้จิตใจเราสงบลงได้แล้ว

2. นวดนิ้วมือ

มีทฤษฎีหนึ่งบอกเอาไว้ว่า นิ้วมือของคนเราสามารถเชื่อมโยงกับอารมณ์ความรู้สึกได้ โดยนิ้วโป้งเชื่อมโยงกับความรู้สึกกังวล นิ้วชี้เชื่อมโยงกับความกลัว นิ้วกลางเชื่อมโยงกับความโกรธ นิ้วนางเชื่อมโยงกับความเศร้า เสียใจ และนิ้วก้อยเชื่อมโยงกับความภูมิใจในตัวเอง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการนวดนิ้วแต่ละนิ้วสามารถบรรเทาความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้ได้

ที่สำคัญในระหว่างนวดนั้นลองเอาใจมาจดจ่อที่นิ้วมือของเรา เมื่อไหร่ที่มีความเครียดเข้ามากระทบใจก็พยายามสลัดมันทิ้งไป แล้วกลับมาจดจ่อที่นิ้วมืออีกครั้ง เชื่อเถอะค่ะว่า ความเครียดจะเบาบางลงจนคุณรู้สึกได้เลย

3. คุยกับตัวเอง

หลังจากจิตใจของคุณสงบลงแล้ว ลองมองเข้าไปในความคิดตัวเอง แล้วค่อยๆ ถามตัวเองดูว่าตอนนี้เรากำลังรู้สึกอะไรกันแน่ โกรธ เกลียด เสียใจ น้อยใจ หรือกังวล และสาเหตุใดที่ทำให้เรารู้สึกแบบนั้น พยายามค้นหาต้นตอที่แท้จริงให้ได้ การรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเองแบบนี้ จัดว่าเป็นวิธีที่ช่วยให้เราตั้งสติได้อย่างรวดเร็วเลยละค่ะ

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณชอบเอาเรื่องบางเรื่องขึ้นมาคิดวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมเลิก พยายามห้ามตัวเองไม่ให้คิด แต่ความคิดนั้นก็ผุดขึ้นมาเองทุกที จนรู้สึกเครียดบ่อยๆ ถ้าอย่างนั้นมาลองตั้งใจคิดเรื่องที่ว่านี้ให้จบๆ กันไปเลยดีกว่าค่ะ

ลองมาคิดทบทวนเรื่องที่เราเครียดอีกครั้ง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเรื่อง สาเหตุที่ทำให้กังวลใจหรือปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมทางออกของปัญหานั้น จากนั้นพยายามแก้ไขมันให้เสร็จสิ้นไป แต่ถ้าเรื่องนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ คุณก็แค่บอกตัวเองว่า “ปล่อยมันไปเถอะ! ช่างมัน”

4. เขียนระบาย

หากลองใช้วิธีที่ 1-3 แล้วยังไม่ได้ผล ลองหยิบสมุดบันทึกขึ้นมา แล้วเขียนระบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งความคิดและความรู้สึกที่อยู่ในใจของคุณในตอนนี้

วิธีนี้นอกจากช่วยให้เราได้ระบายความรู้สึก (โดยไม่รบกวนคนอื่น) แล้ว หลังจากที่คุณสงบจิตสงบใจสักครู่ แล้วย้อนกลับมาอ่านบันทึกนี้อีกครั้ง คุณอาจพบความจริงว่า สิ่งที่เราเคยเครียดนักเครียดหนานั้นแท้จริงแล้วมันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยมากๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเครียดอะไรขนาดนั้นก็ได้ 

5. ฟื้นฟูจิตใจ

หลังจากระบายความเครียดและปลดล็อกปัญหาได้เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องฟื้นฟูจิตใจของตัวเองให้กลับมาสดใสและมั่นใจในตัวเองอีกครั้ง ถ้าคุณเอาแต่นั่งจมอยู่ในห้องหรือทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ ความเครียดก็อาจจะย้อนกลับมาทักทายได้ง่ายๆ ลองหาเวลาออกไปทำอะไรเพลินๆ ข้างนอกกันดีกว่าค่ะ 

คุณอาจจะไปร้านดอกไม้สักร้าน สูดกลิ่นหอมให้เต็มปอดแล้วซื้อดอกไม้สวยๆ กลับมาปักใส่แจกัน ไปทำกิจกรรมสร้างสมาธิอย่างโยคะภาวนา ทำกิจกรรมจิตอาสา หรืออาจจะหาเวิร์กชอปสนุกๆ อย่างคลาสมัดย้อม ปักผ้า ทำขนม ปั้นเซรามิก ถ่ายภาพหรือระบายสี เชื่อเถอะค่ะว่า แค่เราเอาเวลาไปโฟกัสกับกิจกรรมอื่นๆ ความเครียดที่เคยมีก็จะโบกมือลาจากเราไปได้แล้ว

นอกจากนี้ คุณยังสามารถต่อยอดกิจกรรมเวิร์กชอปที่ได้ไปเรียนมา ให้กลายเป็นงานอดิเรกที่สร้างคุณค่าให้กับผู้อื่นได้ เช่น ถ้าคุณถนัดด้านภาษา อาจทำคลิปวิดีโอสอนภาษาลงในยูทูป ถ้าคุณมีฝีมือด้านการเย็บปักถักร้อย อาจสร้างสรรค์งานศิลปะน่ารักๆ สไตล์เฉพาะของตัวเองแล้วลองนำมาวางขายตามตลาดนัด ถ้าคุณชื่นชอบการทำขนมเป็นชีวิตจิตใจ อาจลองทำขนมโฮมเมดทดลองขายแบบ Pre-order ในช่องทางโซเชียล หรือง่ายที่สุด ลองสร้างเพจขึ้นมาสักเพจ แล้วโพสต์เรื่องที่ชอบลงไปก็ยังได้

รู้ไหมคะว่า การได้ทำสิ่งที่เรารัก และการได้เห็นคนอื่นมีความสุขหรือได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราทำนั้น นอกจากจะช่วยเติมเต็มคุณค่าให้ตัวเราเองแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้ความเครียดเกิดขึ้นได้ง่ายๆ อีกด้วย

หากคุณกำลังหางานอดิเรกที่ช่วยสลายความเครียดและเพิ่มคุณค่าในชีวิตตัวเอง TeachPot มีกิจกรรมดีๆ ให้เลือกทำหลายรูปแบบเลยค่ะ ลองคลิกเข้าไปดู Workshop ของเราได้เลย

หวังว่าความเครียดจะโบกมือลาคุณไปในเร็ววันนะคะ

แชร์ไปที่